แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ rurouni แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ rurouni แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กินอะไรดีให้น้ำหนักลง

วิธีการลดน้ำหนักจึงต้องเลือกกินอาหาร

ถ้ากินมากเกินไป เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน

ดังนั้น อาหารแต่ละมื้อควรทานแต่พอดี ไม่มากเกินความจำเป็น

แล้วจะทำยังไงให้ทานข้าวได้น้อยลงล่ะ ในเมื่อปากมันอยากกินจะตายแล้ว...

เราก็ต้องคิดก่อนว่า จะทำยังไงให้ไม่กินเพราะความอยาก

เอาล่ะ เรามีอาหารแนะนำ นั่นคือ ถั่วเหลือง

แต่จะทานถั่วเหลืองมาก ๆ ในอาหารทุกมื้อก็คงไม่ไหว (= =")

และบางคนอาจจะเกลี่ยดถั่วเหลืองเอามาก ๆ

เรามีข้อเสนอ ถั่วเหลืองชนิดผง คล้าย ๆ น้ำเต้าหู้

ถั่วเหลืองชนิดผงนี้ ผ่านการปรับปรุงมาอย่างดี เพื่อให้ง่ายต่อการทาน

และมีใยอาหาร ช่วยให้กระเพาะว่างช้าลง

อีกทั้งยังมีสารที่พบเฉพาะ ถั่วเหลือง ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมการอยากอาหาร

เราไม่ได้มาหลอกขายนะ อันนี้เราเคยกินมาแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อการกิน หรือทำให้กระเพาะผิดปกติ

ชื่อ นมถั่วเหลืองชนิดผงนี้ คือ Win fit ได้รับอย.แล้วด้วย คือ 10-3-06850-1-0013

ถ้าเพื่อน ๆ สนใจ ถามเราได้นะ ที่เบอร์ 083-7624327


โทรได้ตลอด 24 ชม.เล้ยย (^-^ เวอร์ไปเปล่าหว่า)

เราอยากให้ทุกคุนสุขภาพดี น้ำหนักไม่เกิน เพราะมันจะทำให้่ร่ายกายไม่แข็งแรง โรคภัยมาเยือน

หรือถ้าคิดว่าเปลืองค่าโทรศัพท์ ก็ส่งอีเมล์มาถามได้ที่
ราคาก็ไม่แพงนะ 1 กล่อง = 550 บาท (รวมค่าส่งแล้ว ค่าส่งไปรษณีย์มันแพงน่ะ ^=^ )

แต่ถ้าเพื่อน ๆ อยากให้น้ำหนักลงอย่างถาวร และช่วยขับของเสียที่ตกค้างอยู่ในร่างกายด้วย (ไม่ใช่ยาถ่ายนะ)

เรา แนะนำให้ ทาน winfit คู่กับ fybofruit <- ตัวนี้คือข่วยล้างพิษแบบธรรมชาติบำบัดน่ะ เราทำได้เอง ไม่ต้องไปเสียตังเข้าคอร์สเป็นพัน มันเป็นผงจากผลไม้น่ะ fybofruit 1 กล่อง = 650 บาท (รวมค่าส่งแล้ว ) แต่ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการทั้ง winfit + fybofruit = 1150 บาท (จากT=T พยายามลดให้สุด ๆ แล้ว)

ที่เราเคยกินน่ะ เราสั่งเป็นเซ็ต 3 เดือนน่ะ

ใน 1 กล่องมันจะมี 10 ซอง winfit 1 ซอง ตอนเช้า ก่อนอาหาร + fybofruit 1 ซอง ก่อนนอน

คือ winfit 9 กล่อง + fybofruit 9 กล่อง รวม ๆ แล้วมันจะกินได้ 90 วันน่ะ

และราคาก็ไม่แพงนะ ถ้าสั่ง 3 เดือน ไม่คิดค่าส่ง

รวม ๆ แล้วก็ราคา 10,350 บาท แต่เราจะลดให้เพื่อนชาวเด็กดี ๆ อีก เป็นพิเศษเลย

เหลือ 10,000 บาท (อ๊ากกก ค่าส่งฉันนนน)

เรา แนะนำให้เลือกเซ็ต 3 เดือนดีกว่า แบบทีเดียวได้ผล เสียเงินครั้งเดียว ไม่ต้องลองหลายยี่ห้อ เสียเงินหลายครั้ง เดือดร้อนพ่อแม่เปล่า ๆ


แต่ไม่เป็นไร เพื่อน ๆ จะหุ่นดี สุขภาพดี เราทำได้ (*=*)

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แม้นเราจะพรากจากกัน (ตอนที่ 4 นี่มันโลกไหนกันเนี่ย)

"โอ๊ยย นี่มันที่ไหนกันเนี่ย" ยติบ่นไปเดินไปรอบห้องไม่รู้กี่ครั้ง ก็เล่นตื่นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงสี่เสาแต่งลายสวยงามเหมือนเป็นเจ้าหญิงในนิยายยังงั้นแหละ แถวชุดนอนที่ใส่มัน... มันเหมือนคุณหนูสุด ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเธอเลย ชุดนอนลายกระต่ายน้อยน่ารักมีระบายอย่างนี้ ยติเคยใส่ที่ไหนกัน

ผนังหัองที่เป็นหินขาววาดลายดอกไม้เข้ากับพื้นหินอ่อน ทั้งห้องแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงสี่เสาและโต๊ะวางอ่างใส่ดอกมะลิ มันเป็นอ่างจริง ๆ นะ คล้าย ๆ อ่างประดับที่ไว้ลอยเทียนยามค่ำคืน

อ่างมะลินี้เอาไว้ทำอะไรนะ หวังว่าคงไม่ได้ให้เธอกินน้ำในนี้นะ ใช่ถึงมันจะสะอาดพอที่จะกิน สวยงามพอที่จะเชิญชวนดื่ม แต่นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้ ยติคงไม่ใช่คนโง่พอที่จะแตะต้องของคนแปลกหน้าหรอกนะ

"กริ้ก"

"เอ๊ะ ใครน่ะ"

"อรุณสวัสดิ์ครับ คุณหนู"

ยติอดสงสัยไม่ได้ว่า ชายหนุ่มถือถาดแก้วใส่อาหารเช้าคนนี้เป็นดาราจากไหนกันแน่ แล้วสถานที่นี้กำลังแสดงละครกันอยู่หรือไง ก็ชายหนุ่มใส่ชุดขาวเหมือนชุดจีนที่แสดงหนังเลยนี่นา ทั้งนัยน์ตาดำขลับ ดวงตากลมโตรับกับใบหน้าที่ออกทางจีนนิด ๆ ลักษณะที่ดูมั่นคงเอื้อให้นึกถึงกล้ามเนื้อภายในชุดขาวนั้นจะเป็นมัดเรียงกันสวยขนาดไหน

"ทานอาหารเช้าเลยไหมครับ หรือจะล้างหน้าก่อน ข้าจะช่วยท่านเอง"

ไอ้คำพูดเหมือนคนรับใช้นี่มันอะไรกันละ แล้วคำถามเมื่อกี้... ฉันเป็นผู้หญิงนะจะให้หนุ่มหล่อคนนี้มาช่วยล้างหน้าแต่งตัวให้หรือ มันออกจะเกินไปหน่อยมั้ง

"ที่ไหนเนี่ย แล้วกำลังเตรียมแสดงละครเรื่องอะไรกันอยู่เหรอ" แทนที่จะได้คำตอบกลับเป็นคำถามกลับมาซะนี่

"คุณหนูคงยังสับสนเรื่องราวที่เกิดขึ้นสินะครับ" รอยยิ้มส่งมาจากใบหน้าที่งดงามทำให้สาว ๆ เคลิ้มได้นานอยู่ แต่ไม่ใช่กับยติคนนี้หรอก

"เปล่า ฉันแค่อยากรู้ว่าที่นี่น่ะมันที่ไหน"

"ปราสาททางตะวันออกของนครวารีครับ" ผ้าเช็ดหน้าแช่อยู่ในอ่างมะลิถูกบิดให้หมาดแล้วยื่นให้เช็ดหน้า

ยติเช็ดหน้าไปคิดไป การจะลำดับชื่อเมืองต่าง ๆ ที่เคยได้ยินมาเพื่อเอามาเทียบกับที่ได้ยินเมื่อสักครู่ต้องใช้เวลานานอยู่

"นครอะไรนะ" ยติเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน ต้องถามกลับไปอีกครั้ง

"นครวารี"

ชัดเจน แจ่มแจ๋ว 'นครวารี' แต่ก็ทบทวนหลายรอบแล้วนะ ในโลกที่ฉันอยู่มันมีชื่อเมืองแบบนี้ด้วยเหรอ

"คุณหนู ทานอาหารเช้าก่อนเถอะครับ"

คิดว่าอาหารเช้าจะเหมือนกัน ที่ไหนได้ อันนี้มัน... อันนี้มันอะไรกันเนี่ย....

ถ้วยกลม ๆ ใส่น้ำสีแดงสดนั่นอะไรน่ะ น้ำสีแดงนั้นคือ เลือด น้ำแดง น้ำมะเขือเทศ หรืออะไร

แผ่นสีขาวคล้ายขนมปังมีฟองปุด ๆ มันอยู่บนกระทะหรือยังไง ทำไมเหมือนมีน้ำเดือดอยู่บนแผ่นนั้น

แล้วยังกลุ่องสี่เหลี่ยมจตุรัสสีเขียวสดนั่นอีกล่ะ เอาไว้ประดับเฉย ๆ เหรอ

"เอ่อ นายจะให้ฉันกินของพวกนี้จริง ๆ เหรอ" ยติพยายามจะถามให้แน่ใจก่อนลงมือ

"ผมชือ 'ปิโย' ครับ และใช่สิครับนี่เป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมของที่นี่นะครับ" ปิโยออกจะแปลกใจที่เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จักอาหารพวกนี้

"แล้วน้ำสีแดงในถ้วยกลม ๆ นั่นคือน้ำอะไรน่ะ"

"น้ำจากแม่น้ำหลักของเมือเราครับ มันช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่พวกเราได้ทั้งวัน แต่ถ้าทานมากไปจะทำให้เกิดภาวะเกินจำกัดครับ"

"หือ มากไปแค่ไหน"

"เกินหนึ่งถ้วยกลมครับ" ปิโยอธิบายไปเกลี่ยน้ำบนแผ่นขาว ๆ ให้ทั่ว ตัดเป็นชิ้นพอดีคำแล้วส่งให้ชิม

"นี่อะไรน่ะ" การระวังตัวบวกกับความอยากรู้อยากเห็นเข้ามาบดบังความมีมารยาทในตัวยติหมดแล้ว

"แผ่นแป้งครับ"

"..." ทำเอายติอึ้งไปนิดหนึ่ง

"ทำไมหรือครับ"

"เอ่อ ฉันรู้ว่ามันคล้ายแผ่นแป้ง แต่ชื่อเฉพาะหรืออะไรเนี่ยไม่มีเหรอ"

"หึหึ คุณหนูฉลาดออกนี่ครับน่าจะคิดเองได้"

"..."

"ทานเถอะครับ ถ้าเย็นแล้วจะไม่อร่อยนะ" มือคู่สวยป้อนอาหารให้ตรงหน้าใครจะทำหยิ่งไม่รับได้ล่ะ ส่วนเรื่องย้อนด่า(เหมือนจะใช่นะ) ช่างมันก่อนก็ได้

เมื่อมีคนสวยขนาดนี้ป้อนอาหารให้ตลอดใครจะปฏิเสธลงล่ะ อ่ะเค้าเป็นผู้ชายนะแต่สวยมาก ถ้าไปเป็นดารานี่ยอดนิยมในพริบตาแน่

"งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ อีกซักครู่จะเอาชุดมาให้เปลี่ยน"

"อ่ะ" ยติพยายามจะเรียกแต่สายไปแล้วล่ะ คนสวยคนนั้นเดินออกจากประตูไปแล้ว ถึงมันจะไม่เหมือนประตูเท่าไหร่ก็เถอะ เล่นเดินผ่านไปเฉย ๆ นี่นา

"อะไรกันเนี่ย ทำไมฉันเดินผ่านไปไม่ได้ล่ะ แล้วยังไม่ได้ตอบเลยว่าที่นี่มันเป็นอะไร โลกใหม่เหรอ หรือโลกคู่ขนานกับโลกฉัน หรือฉันเดินข้ามมิติมา"

ความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวยติ ทำเอาเจ้าตัวเวียนหัวใช่น้อย การเิดินกลับที่นอนต่อที่เตียงให้ความคิดหาย ๆ ไปบ้างเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

แม้นเราจะพรากจากกัน (ตอนที่ 3 เพื่อนซี้จะไปแล้วเหรอ)

ตอนที่ 3 เพื่อนซี้จะไปแล้วเหรอ


ถ้าไม่ได้รีบร้อนไปไหน ยติมักจะเดินไปไหนมาไหนเสมอเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก่อน หายตัวไปทั้งคู่ อีกทั้งจากมหาวิทยาลัยถึงบ้านยติมีของขายข้างทางตอนเย็นตลอดทาง

"หือ กับข้าวตอนเย็นมีแต่ผักอีกแล้ว ยติน้ายติ ไม่น่าลืมเลย ให้หมอนี่เตรียมอาหารให้เมื่อไหร่ได้กินแต่มังสวิรัตเสมอ" ถึงจะบ่นแต่กับข้าวก็ไม่เคยเหลือซักครั้ง

"แต่ช่างเหอะ นี่ก็จะหกโมงเย็นล่ะ กินเลยดีกว่า"

หลังทานข้าวเสร็จ ยตินั่งอ่านนิยายพร้อมดื่มชารอให้ถึงเวลาที่จะฟังเรื่องสำคัญ

1 ชั่วโมง

2 ชั่วโมง

3 ชั่วโมง

"โอ๊ย เมื่อไหร่จะมานะ นี่ก็จะห้าทุ่มอยู่แล้ว ฉันมีเรียนพรุ่งนี้แต่เช้านะ" ยติเก็บนิยายต่าง ๆ ที่เอามาอ่านกว่าสามเรื่องเข้าที่เดิม และจะเริ่มล้างจานถ้าเสียงกริ่งไม่ดังซะก่อน

"มีคนมาหาจ้า" เสียงกริ่งที่แม่เธอประดิษฐ์และอัดเสียงไว้ให้เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดอายุสิบห้าปี

"อ่ะ มาได้เวลาตอนจะไปอาบน้ำนอนนะ"

"ขอโทษที ยติ งานที่จะส่งเรื่องทุนมันยุ่งยากกว่าที่คิดน่ะ"

"อืม ช่างเถอะ เข้ามาดื่มชาก่อนสิ" เป็นนิสัยประจำตัวฤกษณะที่จะดื่มชาทุกครั้งที่กลับถึงบ้านในตอนเย็น

"ขอน้ำเปล่าเย็น ๆ ดีกว่า"

'สงสัยจะมีเรื่องอะไรมาแน่เลย' ความสนิทกันแต่เด็กย่อมทำให้ทั้งคู่สังเกตอีกฝ่ายได้มากมาย ทั้งนิสัย ความชอบ เรื่องที่เกลียด

"นายมีเรื่องอะไรจะบอกฉันล่ะ" ยติถามหลังจากวางแก้วน้ำให้บนโต๊ะ

"คือ" ฤกษณะเงียบไปนาน เพื่อเรียบเรียงคำพูด

"ฉันต้องออกเดินทางอาทิตย์หน้าแล้วน่ะ"

"..." ยตินึ่่งไปเหมือนกัน

"คนให้ทุนเค้าบอกว่าจะได้ไปทำความรู้จักกันก่อนน่ะ เตรียมตัวในเรื่องต่าง ๆ ด้วย" การพยายามอธิบายมันยากจริง ๆ

"พ่อแม่ฉันก็เซ็นอนุมัติให้แล้วด้วย"

"หา ก็พ่อนายไม่ให้นายเข้าบ้านนี่นา บังคับให้นายออกมาอยู่นอกบ้านตั้งแต่เข้าม.ปลาย" ยติแปลกใจกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะพ่อของฤกษณะเป็นคนหัวดื้อ ข้อสำคัญเกลียดผู้ชายที่ไม่ใช่ผู้ชายที่สุด และมักจะคิดว่าผู้ชายคือผู้นำ ผู้หญิงไม่มีสิทธิอะไรทั้งนั้น แม่ฤกษณะพยายามเกลี้ยกล่อมหลายครั้งแต่ผลที่ได้คือ ทะเลาะจนเกือบจะเลิกกัน

แต่ก็ยังดีที่แม่ฤกษณะเป็นคนใจดีและใจเย็นมาก ๆ สมกับเป็นนางพยาบาล เรื่องจึงจบที่ ฤกษณะต้องออกมาอยู่บ้านเช่าใกล้โรงเรียนและแม่มาหาเป็นบางครั้ง

"คงอยากให้ฉันไปอยู่ไกล ๆ ล่ะมั้ง จะไม่ได้เอาความสกปรกติดไปบ้านเวลาแม่มาหาฉัน"

"ฤกษณะ คนนั้นเป็นพ่อนายนะ เป็นผู้ที่ทำให้นายเกิดมาดูโลกนี้ ไม่ควรไปว่าพ่อ" ยติคอยเตือนสติฤกษณะเสมอให้ระลึกบุญคุณคน

"เถอะน่า เอาเป็นว่าเค้ายอมให้ฉันเข้าบ้านไปอธิบายเรื่องทุนและเซ็นอนุญาตทันที"

"เราจะไม่ได้เจอกันอีกกี่ปี" ยติเริ่มรู้สึกเดียวดายขึ้นมาแล้ว

"ตามรายละเอียดบอกว่า เวลาเรียนคือ ห้าปีจบแพทย์รักษา"

"เหรอ ห้าปีเชียวเหรอ" ยติเหม่อลอยไปไกลในความคิดตัวเอง

'ที่จริงฉันจะเรียนให้จบเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้นะ ยติ แต่ยังไม่บอกดีกว่า ฉันไม่อยากสร้างความหวังให้เธอ' แววตาอาวรณ์นี้ ยังคงส่งไปไม่ถึงยติเพราะอะไรนั้นฤกษณะก็ไม่อาจรู้ได้

'ยติ เธอต้องอยู่คนเดียวอีก ห้าปี นะ จะทนได้เหรอ ถึงมีเพื่อนคนอื่นแต่มันเหมือนกันเหรอ พ่อแม่ก็ไม่มีแล้วนะ คนสนิทในชีวิตนี้เหลือแต่ฤกษณะ ถ้าเค้าไปเธอจะทนได้จริง ๆ เหรอ'

"ยติ เป็นอะไรน่ะ" ฤกษณะเดินมานั่งใกล้

"เออ เปล่าหรอก" เพื่อกลบเกลื่อนตาแดง ๆ ใกล้จะร้องไห้ ยติจึงเดินหลบหน้าออกมา

"..."

"นายจะกินอะไรไหม ฉันจะทำให้ ยำผักเหมือนเดิมเอาเปล่า"

"ไม่ล่ะ ฉันง่วงนอนแล้ว กลับไปนอนเลยดีกว่า" ฤกษณะหยิบกระเป๋าแล้วเดินไปทางประตู

"เอ่อ ..." ยติพูดได้แค่เริ่มต้น แต่ไม่รู้จะบอกอะไรออกไป

"หือ มีอะไร" ฤกษณะหันมาถามขณะใส่รองเท้าเตรียมตัวกลับบ้าน

"เปล่า ไว้นึกได้แล้วจะบอกแล้วกัน" ยติยิ้ม ๆ เดินมาส่งหน้าประตู

"ราตรีสวัสดิ์"

"จ๊ะ" ได้แค่รับคำ ปิดประตู เดินกลับมาเตียงนอนตัวเอง และ...

ยติไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเองดี มันทั้งเศร้า ดีใจ ตื่นเต้น เป็นทุกข์ เหงา ความรู้สึกต่าง ๆ โถมใส่กันเข้ามาจนน้ำตาไหลอาบแก้มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

'ฤกษณะเป็นแค่เพื่อนสนิทนะ แถมยังไม่ใช่ผู้ชายแท้อีกต่างหาก ทำไมเธอจะต้องร้องไห้นะ ยติ
ประสาท... ใช่ ประสาทไปแล้วแน่ ๆ ยติ' ว่าตัวเองไปพลาง ร้องไห้ไปพลางคงตลกสำหรับบางคน

แต่สำหรับคนที่ขาด ๆ เกิน ๆ อย่างยติแล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน

ธรรมดาที่ยติจะร้องไห้อยู่คนเดียว ด่าว่าตัวเองอยู่คนเดียว แม้นว่าจะไม่มีเรื่องอะไรให้เป็นทุกข์เลย


ผู้แต่ง
สวัสดีค่าา เพื่อนๆ ทุกคน

เริ่มรู้สึกดีกับ แม้นเราจะพรากจากกัน ขึ้นมาหรือยังเอ่ย

หวังว่า จะเป็นที่พอใจนะคะ ^-^

อ่านตอนที่ 4 กันเถอะค่ะ
http://health-adoxy.blogspot.com/2009/11/4.html

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แม้นเราจะพรากจากกัน (ตอนที่ 1 ก่อนจะไปมหาวิทยาลัย)

ตอนที่ 1

"นี่ ยายคนเกือบสวยเมื่อไหร่หล่อนจะแต่งตัวเสร็จ" เสียงแหว ๆ ดังมาจากเพื่อนสนิทที่นั่งรอ นางสาวยติ แต่งตัวไปเรียนเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว

"น่า พ่อคนเกือบหล่อ นายกินข้าวรอไปก่อน" ยติพยายามจัดแต่งทรงผมให้หายฟูฟ่องอย่างยากลำบาก

"ฉันบอกเธอกี่ทีล่ะยะ ว่าอย่าสระผมแล้วนอนเลย มันจะทำให้หัวฟูแล้วอาจเป็นหวัดอีก" ฤกษณะเดินมาช่วยทำผมให้ หวังว่าจะไม่สายตั้งแต่เช้าวันแรกที่ไปมหาวิทยาลัย

"โห ก็มันง่วงนี่น่า แต่จะไม่สระผมก็ไม่ไหวเหงื่อซกซะขนาดนั้น" เถียงกันไปมาอย่างนี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ยติหวังว่ามันจะมีอยู่ระหว่างที่เพื่อนสนิทยังไม่ออกเดินทาง

"เอ้า นั่งลง" ฤกษณะมีความสามารถด้านการทำผมมาตั้งแต่เด็ก ๆ อันน่าจะได้มาจากการที่ต้องมาทำผมให้เพื่อนหัวฟูคนนี้

เพื่อนเพียงคนเดียวที่ไม่รังเกียจฤกษณะที่ไม่ใช่ชายแท้ คอยปกป้อง คอยปลอบใจยามที่เพื่อนโดนพ่อไล่ออกจากบ้าน

"นายน่าจะเป็นช่างทำผมนะนี่ ทำไมเลือกสอบทุนแพทย์ล่ะ มีคนเสนอทุนด้านการทำผมให้ด้วยไม่ใช่เหรอ" ยติชวนคุยไปเรื่อยระหว่างรอ

"เหอะ ฉันไม่เลือกทำผมหรอกหาเงินยาก คนทำเยอะ ไม่รุ่ง"

"แหม เป็นแพทย์เงินดีนี่นะ"

"ไปได้แล้ว เดี๋ยวสาย" ฤกษณะเดินนำไปรอที่ประตู หากสายตายังคงจับจ้องเพื่อนคนสำคัญ

'ยายโง่เอ้ย ที่ฉันเลือกแพทย์น่ะก็เพื่อเธอนั่นแหละ ป่วยบ่อยซะจน....'

"ไปเถอะ กุญแจบ้านล่ะ" ยติถามก่อนล็อกประตู

"เอามาให้ล่ะ" ฤกษณะหย่อนกุญแจห้อยสัญลักษณ์ลัทธิวูดูลงกระเป๋าให้

( สัญลักษณ์ลัทธิวูดู ที่พ่อของยติทิ้งไว้ให้บนโต๊ะกินข้าวก่อนหายตัวไป)

"ไปไงดีล่ะ" ยติหันซ้ายหันขวาหารถเมย์สายที่จะผ่านมหาวิทยาลัย

"เดิน" คำตอบสั้น ๆ พร้อมทั้งคว้ากระเป๋ายติมาถือ แล้วเดินออกไปก่อน

"หา ฉันอุตส่าห์แต่งหน้าสวยเช้ง เดินไปก็เหงื่อท่วมตัวน่ะสิ" ยติต้องเดินกึ่งวิ่งให้ทันชายไม่แท้แต่หุ่นดีสุดๆ (ดีสมชายชาตรีมาก ๆ )

10 นาทีต่อมา

"ยายอืด เร็ว ๆ สิ" มันน่าอารมณ์เสียสุด ๆ มาเรียนวันแรกก็สายซะแล้ว เพราะยัยเพื่อนตัวดีนี่ทีเดียว

"โอ๊ย ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว" ยติก่อนออกจากห้องยังสวยเช้งมาบัดนี้ หน้าที่อุตส่าห์แต่งเป็นชั่วโมงเลือนออกเกือบหมดแล้ว

"เพราะเธอเองนะ ชักช้า" สำหรับกฤษณะแล้วมันเป็นความสุขอีกอย่างที่ได้หาเรื่องว่าเพื่อนตัวดีคนนี้สักเรื่องในหนึ่งวัน

"นายนี่นะ"

การได้ค้อนหรือทะเลาะกันเล็กน้อยเป็นการกระทำที่ไม่แสดงออกกับใคร เพราะกฤษณะนั้นเรียนเก่ง ความประพฤติดี เป็นสุภาพบุรุษ ไม่เคยแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าเพื่อนคนอื่น เพื่อการเอาชีวิตรอดในวัยที่ยังต้องพึ่งคนอื่นนี่ไงล่ะ

"ยติ ฉันมาส่งเธอแค่หน้าตึกที่เรียนนะ" กฤษณะยื่นกระเป๋าให้พร้อมกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง

"ขอบใจ" ยติส่งยิ้มให้โดยไม่ทันสังเกตบางสิ่ง

"เย็นนี้ กลับเองนะ ฉันต้องทำงานให้เสร็จคงช้ามาก" กฤษณะเดินออกไปทางคณะตัวเองโดยไม่รอคำตอบ

"แหม จะฟังกันหน่อยก็ไม่ได้" ยติเดินขึ้นบันไดไปยังห้องเรียนและยัดกระดาษโน้ตลงไปในกระเป๋า


ผู้แต่ง...
เป็นไงบ้างคะ เพื่อนๆ ^-^

ถ้าคิดว่าก็งั้น ๆ มันก็ใช่อ่ะคะ ตอนแรก แถมเพิ่งเคยแต่งนี่นา

ยังไงก็ขอโทษด้วยถ้ามันไม่สนุก และสร้างความรำคาญให้

เอ้าาา

มาอ่านตอนที่ 2 กันเถอะ สนุกขึ้นแน่นอน
http://health-adoxy.blogspot.com/2009/11/2.html

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แม้นเราจะพรากจากกัน (บทนำ)

บทนำ
สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ เห็นหัวข้อคงจะงงว่า "แม้นเราจะพรากจากกัน" คืออะไร

มันก็คือ.... นิยายเรื่องยาวไงค่ะ (- -" แล้วมันพิเศษตรงไหนเนี่ย)

แหม ๆ เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งปิดออกไปนะคะ (^+^)

ถึงนิยายเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องแรกที่ rurouni เขียน แต่ก็จะพยายามสุดชีวิตให้มันสนุก คลายเครียดเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านค่ะ [+=+]



^=^ เอาละ ก่อนอื่น จะแนะนำตัวเอกให้ฟังก่อนค่ะ

นครวารี : นครแ่ห่งน้ำ มีเจ้านครองนครเป็นองค์ชายหนุ่มรูปงาม

เจ้าชายรติ (ระ-ติ) : เจ้าครองนครวารี เจ้าชายรติเป็นลูกของเจ้าหญิงแห่งนครโพธิศิลาและกษัตริย์แห่งนครวารีซึ่งสิ้นพระชนม์ไปโดยไม่รู้สาเหตุ

นครคอรันดัม : นครแห่งอัญมณี

เจ้าชายรมเยศ (รม-มะ-เยด) : เจ้าครองนครคอรันดัม เจ้าชายรมเยศเป็นลูกของเจ้าหญิงแห่งนครคอรันดัมและปราชญ์แห่งนพเก้า

เมืองควอตัม : เมืองเสรีแห่งการค้าขาย

ยติ (ยะ-ติ) : หญิงสาวธรรมดาที่กำลังมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

ฤกษณะ (รึก-สะ-นะ) : เพื่อนชายของยติ ถึงจะไม่ใช่ชายแท้แต่ก็เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก

ถึงชื่อจะแปลก ๆ ซักหน่อย แต่มันมีความหมายในตัวเองนะคะ

เอาล่ะ บทนำก็จบเพียงเท่านี้ค่าาา (= =' ทำไมสั้นอย่างนี้เนี่ย ไม่เห็นมีอะไร)

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ

เพื่อนๆ เตรียมพร้อม

ไป...........

มาเริ่มอ่าน ตอนที่ 1 กันเล้ยยย
http://health-adoxy.blogspot.com/2009/11/1.html

กดเล้ยย...

จากผู้เขียน rurouni [流浪に] (อ่านว่า "รุโรนิ" )
หวังว่าเรื่อง "แม้นเราจะพรากจากกัน" จะทำให้เพื่อน ๆ สนุกไปกันโลกแห่งจินตนาการ ^=^